ลูกชายกู้ กยศ. ซุกใบทวงหนี้ไม่ยอมบอก ตายายถูกไล่ที่ ยึดทรัพย์บังคับคดี

0
536

กยศ. ชี้แจงกรณีตายายถูกไล่ที่ หลังลูกชายที่เป็นผู้กู้ยืมหนีหายนานหลายเดือน ยันมีความจำเป็นต้องยึดทรัพย์บังคับคดี

วันที่ 3 เมษายน 2564 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ชี้แจงกรณีข่าวคุณตาคุณยายจังหวัดกำแพงเพชรได้ร้องเรียนผ่านสื่อมวลชนเพื่อขอให้เป็นสื่อกลางในการตามหาลูกชายที่ออกจากบ้านไปหาเงินมาใช้หนี้กองทุน จนมีหนังสือจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดกำแพงเพชร ประกาศยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด จนกระทั่งผู้ที่ซื้อทรัพย์ดังกล่าวได้มาเสนอขายที่คืน

นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า จากกรณีดังกล่าว กองทุนได้ตรวจสอบสถานะของผู้กู้ยืมรายนี้แล้ว พบว่า ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญากู้ยืมเงินระหว่างปีการศึกษา 2540-2545 รวมเป็นเงินต้นทั้งสิ้น 132,010 บาท ผู้กู้ยืมค้างชำระหนี้จนถูกดำเนินคดีในปี 2553 และทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

โดยตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละ 1,500 บาท ให้เสร็จสิ้นภายใน 9 ปี ภายหลังศาลมีคำพิพากษา ผู้กู้ยืมได้ชำระหนี้เพียง 2 ครั้งเท่านั้น รวมเป็นเงิน 3,000 บาท จนระยะเวลาล่วงเลยใกล้จะสิ้นสุดระยะเวลาบังคับคดี กองทุนจึงมีความจำเป็นต้องยึดทรัพย์บังคับคดีและพบว่าผู้กู้ยืมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งที่ดินดังกล่าวยังติดจำนองอยู่กับสถาบันการเงินอื่น โดยภายหลังการยึดทรัพย์ สำนักงานบังคับคดีจังหวัดกำแพงเพชรได้ประกาศขายทอดตลาด 4 นัด ระหว่างเดือนกันยายน-พฤศจิกายน 2563 โดยมีผู้ซื้อทรัพย์ได้ในราคา 402,000 บาท

กองทุนขอชี้แจงว่า กองทุนเป็นหน่วยงานของรัฐที่ให้โอกาสทางการศึกษาและให้ความช่วยเหลือแก่ผู้กู้ยืมเงินที่ขาดโอกาสมาอย่างต่อเนื่อง โดยก่อนที่จะมีการบังคับคดี กองทุนพยายามที่จะติดต่อกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด จนในที่สุดกองทุนมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยยึดทรัพย์ของผู้กู้ยืมก่อนที่คดีจะขาดอายุความ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน ทั้งนี้ กองทุนขอแสดงความเห็นใจคุณตาและคุณยาย และพร้อมที่จะหาแนวทางให้ความช่วยเหลืออีกทางหนึ่ง รวมถึงจะดำเนินการติดตามผู้กู้ยืมให้กลับมาแสดงความรับผิดชอบต่อไป

ทั้งนี้ กองทุนขอฝากถึงผู้กู้ยืมให้ชำระหนี้เป็นปกติ เพื่อไม่ให้ถูกฟ้องร้องจนเดือดร้อนถึงผู้ค้ำประกันหรือผู้ปกครอง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นบิดามารดาและญาติพี่น้อง จึงขอให้ผู้กู้ยืมรุ่นพี่ทุกท่านตระหนักถึงการชำระคืนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป

ตายายมีลูก 10 คน วอนช่วยตามหาลูกชายคนสุดท้อง หลังถูกยึดที่ดินขายทอดตลาดจากการไปกู้เงินกยศ.กว่า 1.3 แสน คนที่ซื้อไปมาขายต่อให้ 8 แสน แต่ลูกชายคนที่สร้างปัญหา กลับหนีหายไป 5 เดือน ไม่มาช่วยกันแก้ปัญหา ย้ำขอนอนตายในที่ดิน ไม่ยอมย้าย

วันที่ 31 มี.ค.64 ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก นายเชิด นุ่มวงษ์ อายุ 88 ปี และ นางทองคำ นุ่มวงษ์ อายุ 84 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29 ม.1 ต.วังไทร อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร สามีภรรยา ขอให้เป็นสื่อกลางในการตามหาลูกชายชื่อ “นายธนา นุ่มวงษ์” อายุ 42 ปี อยู่บ้านเลขที่ 29/5 ม.1 ต.วังไทร อ.คลองขลุง ที่หายไปตั้งแต่กลางเดือนพฤศจิกายน 2563 ร่วม 5 เดือน

ทั้งนี้ ก่อนหายไป นายธนา นุ่มวงษ์ หรือโอ ได้บอกกับพ่อแม่ว่าจะออกไปหาเงินมาใช้หนี้ กยศ. ที่ตนเองกู้ยืมเรียนจบในช่วงปี 2543 รวม 130,000 บาท จนมีหนังสือจากสำนักงานบังคับคดีจังหวัดกำแพงเพชร ประกาศยึดทรัพย์เพื่อขายทอดตลาด เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2564 ซึ่งก่อนหน้านั้นสำนักงานบังคับคดีได้เคาะขายทอดตลาดไปแล้ว 4 รอบ มีผู้เคาะซื้อไปได้ในราคา 402,000 บาท จากที่ดินจำนวน 16 ไร่ 89.9 ตารางวา ส่วนหนังสือทวงถามหนี้จาก กยศ.ที่ส่งมาให้กับนายธนา ถูกซ่อนไว้ในห้องของนายธนา เมื่อมาค้นเจอก็สายไปแล้วที่จะไกล่เกลี่ยขอประนอมหนี้

ตายาย กล่าวว่า “เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2563 ผู้ที่ซื้อที่ดินที่ขายทอดตลาดพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าว ได้มาเสนอขาย พร้อมทำสัญญาซื้อขายต่อ ให้กับตายาย และลูกชายที่บ้าน (กำแพงเพชร) ในราคา 800,000 บาท ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายกันในวันดังกล่าว โดยลูกชายบอกกับตายายว่า ต้องจ่ายมัดจำ 20,000 บาท และเซ็นชื่อในเอกสารสัญญาซื้อขาย ซึ่งข้อมูลทั้งหมดตากับยายไม่รู้เลยว่าที่เซ็นไปนั้นคืออะไร ลูกชายบอกให้เซ็นเอกสารก็เซ็นไปตามนั้น”


ต่อมา ผู้มาทำสัญญาซื้อขาย ขอนัดให้ชำระค่าซื้อขายเป็นงวดๆ โดยงวดที่ 1 (2 ต.ค.63) ต้องชำระ 130,000 บาท งวดที่ 2 (2 พ.ย.63) ชำระ 130,000 บาท งวดที่ 3 (2 ธ.ค.63) 120,000 บาท และงวดที่ 4 (14 ธ.ค.63) งวดสุดท้าย จำนวน 400,000 บาท โดยระหว่างนั้นช่วงกลางเดือน พ.ย.63 นายธนา ลูกของตายาย บอกว่าจะไปหาเงินมาจ่ายค่าที่ดินและใช้หนี้ ผ่านไปกว่า 5 เดือน ก็ยังไม่สามารถติดต่อได้ โดยเงินส่วนต่างที่ทาง กยศ. หักที่กู้ยืมและดอกเบี้ยไป จำนวนกว่า 1 แสนบาท ซึ่งต้องคืนให้ครอบครัวของตายาย แต่เนื่องจากติดต่อ นายธนา ลูกชายไม่ได้ จึงไม่สามารถขอรับเงินส่วนต่างที่เหลือได้

นอกจากนี้ ปัจจุบันผู้ที่ซื้อที่ดินต่อจากสำนักงานบังคับคดี ได้นำป้ายมาติดประกาศขายที่ดินต่อ จำนวน 16 ไร่ 89.9 ตารางวา และโทรมาเร่งรัดขอเงินงวดเเรกให้รีบจ่าย หากไม่มีเงินจ่ายก็ขอให้ย้ายออกนอกพื้นที่ จนเป็นที่มาขอการตามหาลูกชายที่หายไป โดยตายายมีลูกทั้งหมด 10 คน นายธนา เป็นลูกคนสุดท้อง ยังมีครอบครัวอื่นที่อยู่ร่วมกันในที่ดินผืนเดียวกัน มีผู้อาศัยรวม 5 ครอบครัว จำนวน 18 คน

นางทองคำ นุ่มวงษ์ อายุ 84 ปี แม่ของนายธนา กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าลูกชายหายไปไหน ก่อนไปเพียงว่าจะไปทำงานหาเงินมาใช้หนี้เพื่อซื้อที่ดินคืนให้ครอบครัว ซึ่งผ่านไปกว่า 5 เดือนแล้ว ก็ติดต่อไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร ซึ่งพยายามถามว่าใช้หนี้ กยศ.ที่กู้มาเรียนแล้วหรือยัง ก็ได้รับคำตอบว่า “แม่ไม่ต้องยุ่งหรอก พิการแบบนี้จะมีปัญญาเอาเงินไหนมาใช้หนี้เค้า” จนสุดท้ายรู้อีกทีก็จะโดนยึดที่ดินแล้ว ซึ่งตนเองและสามีมีอาการหูหนวก (ไม่ค่อยได้ยิน) แถมยังเป็นคนพิการเดินไม่ไหว

“ที่มาร้องนักข่าวครั้งนี้ก็อยากให้ช่วยตามหาลูกชายให้กลับบ้าน มาช่วยกันแก้ปัญหา อย่างน้อยก็มาเซ็นรับเงินส่วนต่างที่เหลือเอาไว้ใช้หนี้ซื้อที่ดินคืน หากโดนไล่ที่ก็ยืนยันว่าจะไม่ไปไหน ขอนอนตายที่นี่ วอนเจ้าของที่ที่ซื้อทอดตลาดไปเห็นใจขอประนีประนอม และลดราคาให้บ้าง ซึ่งถ้ารู้ก่อนหน้านี้ที่ กยศ. จะยึดที่ดิน ก็จะขอนำเงินคนพิการและเบี้ยคนชราผ่อนชำระเอง ส่วนเอกสารทวงหนี้นั้นลูกชายเอาไปซ่อนไว้ในห้อง ไม่รู้มาก่อนเลย ยอมรับว่าทุกวันนี้กินไม่ได้นอนไม่หลับ”

นางคณิต ขุนพิลึก อายุ 50 ปี ลูกสาวคนที่ 7 ของตายาย อยู่บ้านเลขที่ 74/1 ม.6 ต.วังไทร อ.คลองขลุง กล่าวว่า สงสารพ่อกับแม่มาก อายุก็เยอะแล้ว หากจะย้ายไปที่อื่นคงลำบาก ส่วนตัวเองหาเช้ากินค่ำ หากต้องย้ายออกไปด้วยจากการโดนไล่ที่ก็คงลำบากเช่นกัน อยากให้น้องชายคนเล็กกลับมาดูพ่อแม่บ้าง มาช่วยกันแก้ไขปัญหา อย่าทิ้งไปแบบนี้ 

สินค้าลดราคา แจกคูปองส่วนลด ยิ่งช้อปยิ่งสนุก คลิก

รับทำเว็บไซต์